ประวัติศาสตร์สากล

posted on 19 Feb 2012 22:34 by 406dmsu in Article directory Fiction, Tech, Knowledge
ประวัติศาสตร์สากล
 
ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ยุคหิน

ยุคหินเก่า (Paleolithic Age หรือ Old Stone Age)

1. อายุประมาณ 2 ล้านปีก่อนคริสต์ศักราช

  2.ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บผลไม้ป่า

 3. อาศัยตามถ้ำหรือที่พักหยาบๆ

  4. พึ่งพาธรรมชาติและไม่เข้าใจปรากฎการณ์ธรรมชาติ

  5. รู้จักใช้ไฟ

  6. ประกอบพิธีฝังศพอันเป็นจุดเริ่มต้นของศาสนา

 7. ภาพจิตรกรรมผนังถ้ำตามความเชื่อและพิธีกรรม

 ยุคหินกลาง (Mesolithic Age หรือ Middle Stone Age)

1.อายุประมาณ 8 พันปีก่อนคริสต์ศักราช
2.เริ่มรู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แบบง่ายๆ 
3.ภาพจิตรกรรมผนังถ้ำมีความซับซ้อนมากขึ้น  จุดมุ่งหมายเพื่อพิธีกรรมความเชื่อเรื่องวิญญาณ
4.มีพิธีกรรมเกี่ยวกับพระ 

ยุคหินใหม่

          1. อายุประมาณ 4 พันปีก่อนคริสต์ศักราช

          2. ผลิตอาหารได้เอง  รู้จักเก็บกักอาหาร  หยุดเร่ร่อน

          3. เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินประณีตขึ้น

          4. รู้จักการทอผ้า  เครื่องปั้นดินเผา  ทำเครื่องทุ่นแรง เช่น การเสียดสีให้เกิดไฟ การประดิษฐ์เรือ

          5. รวมกลุ่มเกษตรกรรมเป็นหมู่บ้าน มีการจัดระเบียบเพื่อควบคุมสังคม มีหัวหน้าชุมชน

          6. อนุสาวรีย์หิน (Stonechenge) ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นงานสถาปัตยกรรมของมนุษย์  เชื่อว่าสร้างเพื่อคำนวณทางดาราศาสตร์  พิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยว

              ข้องกับการเกษตรหรือบูชาพระอาทิตย์

 

สมัยโบราณ 

อียิปต์

        - ศูนย์กลางของอารยธรรมอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำไนล์   มีปราการธรรมชาติเป็นทะเลทรายล้อมรอบ   เป็นสังคมเกษตรกรรมที่พัฒนามาจนเป็นเมือง ( โมนิส ) ขยายพื้นที่เพาะปลูก สร้างเขื่อน กษัตริย์ที่ขึ้นปกครอง เรียกว่า ฟาโรห์  เป็นกึ่งกษัตริย์กึ่งเทพเจ้า โครงสร้างทางสังคมแบ่งเป็น 3 ชนชั้น คือ*

        - เจริญรุ่งเรืองด้านอารยธรรม  มีการประดิษฐ์อักษรภาพ เรียกว่า เฮียโรกริฟฟิค  และบันทึกลงแผ่นกระดาษปาปิรุส ผุกพันกับพิธีกรรมและพระเจ้าตั้งแต่เกิดจนตาย  นับถือเทพเจ้าหลายองค์  เทพเจ้าสูงสุด คือ รา หรือ เร ( สุริยเทพ ) เทพเจ้าที่สำคัญ คือ เทพโอซิรุส

        - เชื่อเรื่องวิญญาณและเชื่อเรื่องโลกหน้า  จึงทำให้มีการทำมัมมี่  เพื่อรักษาร่างผู้ตายไม่ให้เน่าเปื่อย  สร้างพีระมิดไว้เก็บศพฟาโรห์

        - ศิลปะสะท้อนความคิดและความเชื่อของคนในสังคม เช่น การสร้างพีระมิด สฟิงซ์ วิหารเทพเจ้า เสาโอเบลิสก์ คัมภีร์มรณะ (Bock of the Dead)
 

เมโสโปเตเมีย

    

 

  - เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณืระหว่างแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำโทกริสและแม่น้ำยูเฟรติส จึงทำให้ชนชาติต่างๆแย่งชิงผลัดเปลี่ยนเข้ามาสร้างสรรค์อารยธรรมของตน

        - ชาติแรกที่เข้ามา คือ สุเมเรียน  ซึ่งมีความเจริญด้านการเกษตร  รู้จักการชลประทานและจัดการปกครองแบบนครรัฐได้เป็นครั้งแรก

        - ประดิษฐ์อักษรลิ่ม  ลงบนแผ่นดินเหนียว  มีความเจริญด้านคณิตศาสตร์ เช่น การคูณหาร  ถอดรากกำลังสอง  เลขฐาน 60 เป็นต้น มีการติดต่อค้าขายกับภายนอก 

       - นับถือเทพเจ้าหลายองค์  วิหารบูชาเทพเจ้า คือ ซิกกูแรท (Ziggurat) 

      - บาบิโลเนีย  ประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมบูราบี  ใช้บทลงโทษที่รุนแรง  " ตาต่อตา ฟันต่อฟัน "  เพื่อสร้างระเบียบและความยุติธรรมให้แก่ดินแดน  ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลก

       - อัสซีเรีย  การแกะสลักภาพนูนต่ำ (bas relief) แสดงการสู้รบของกษัตริย์อัสซูร์บาลิปาล รวบรวมงานเขียนไว้ที่ห้องสมุดเมืองนายเวห์ (Nineveh) ซึ่งเป็นห้องสมุดแห่งแรกของโลก

        - คาลเดีย  สร้างสวนลอยแห่งกรุงบสบิโลน  มีความสามารถด้านดาราศาสตร์ แบ่งสัปดาห์ 7 วัน  สามารถทำนายสุริยุปราคา และนำดาราศาสตร์มาเป็นเครื่องทำนายชะตาชีวิตมนุษย์

        - เปอร์เซีย  ระบอบการปกครองแบบจักรวรรดินิยมที่มั่นคง  ขยายการค้าไปยังดินแดนต่างๆ

        - ฟินิเซีย  มีความสามารถด้านการค้า การแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นชาติแรกที่มีเหรียญทองคำใช้  เป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมของชาติต่างๆในภูมิภาคนี้

 

กรีก

       

 กรีก เป็นเชื้อสายอินโด ยูโรเปี้ยน เรียกวัฒนธรรมตนเองว่า เฮเลนนีส (Hellenes) เรียกบ้านเมืองตนเองว่า เฉลลัส (Hellas)

        ยุคเฮเลนิค (Hellenic Civilization)

        - มีศูนย์กลางอยู่ที่เอเธนส์ มีการปกครองแบบนครรัฐ  ศูนย์กลางของนครรัฐอยู่ที่   อะโครโปลิส "  มีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้ามาก  การเดินทางไปค้าขายกับดินแดนต่างๆ  ทำให้ชาวกรีกมีโลกทัศน์กว้างขวางและรับวัฒนธรรมจากดินแดนต่างๆ ทำให้ชาวกรีกเป็นคนอยากรู้อยากเห็น เชื่อมั่นในเหตุผล เชื่อในดุลพินิจของตน ส่งผลต่อแนวคิดมนุษย์นิยม (Humanism)

        - สนใจในธรรมชาตินิยม (Naturalism) นับถือเทพเจ้าหลายองค์  แต่มีอิสรภาพทางความคิด  เพราะศาสนาไม่มีอิทธิพลวิถีเหนือชีวิตของคนในสังคมมากนัก
        - แนวคิดประชาธิปไตย มนุษย์ปกครองแบบนครรัฐอิสระ เช่น นครรัฐเอเธนส์ ปกครองแบบประชาธิปไตยทางตรง  โดยพลเมืองชายที่เป็นเจ้าของที่ดินและเกิดในนครรัฐจะมีสิทธิในการปกครอง มีสิทธิในการเข้าประชุมสภาราษฎร

        อารยธรรมของกรีกซึ่งเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตกในปัจจุบัน ได้แก่
        สถาปัตยกรรม
        - เน้นความยิ่งใหญ่ เรียบง่าย กลมกลืน  
        - ไอโอนิคฅ
        - โดรินเซียน

      ประติมากรรม
        - เป็นการปั้นที่เป็นสัดส่วนและสรีระที่เป็นมนุษย์จริง  การเปลือยกายเป็นการแสดงออกถึงความงามของมนุษย์ตามธรรมชาติ เช่น นักขว้างจักร

     จิตรกรรม
        - จิตรกรรมที่มีชื่อเสียง ได้แก่ การเขียนภาพบนเครื่องปั้นดินเผาลวดลายต่างๆ

      วรรณกรรม
       - มหากาพย์ลีเลียดและโอเดสซีของโฮมเมอร์ 
        - นิทานอีสปและงานด้านปรัชญาของเพลโต โสเกรตีส อริสโตเติล

        ละคร
        - ละครสุขนาฏกรรม (Comedy)
        - ละครโศกนาฏกรรม (Teagedy) 
        - การสร้างโรงมหรสพ

        ส่วนสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนั้นเป็นยุคที่กรีกเผยแพร่วัฒนธรรมของตนไปยังด้านตะวันออก  จนสามารถครอบครองอียิปต์  เปอร์เซียจนถึงตอนเหนือของอินเดีย  จึงมีการผสมผสานศิลปะกรีกกับศิลปะตะวันออก  ทำให้เป็นศิลปะที่เน้นความงดงามแบบหรูหราอลังการ  แสดงถึงอารมณ์อย่างรุนแรง

 

โรมัน

  

 

 

 

        - โรมันปกครองแบบสาธารณรัฐ  ซึ่งประกอบด้วยประมุขฝ่ายบริหาร 2 คนและมีสภาเซานท์หรือสภาสูงจำนวน 300 คน ประกอบด้วยชนชั้นสุงและเจ้าของที่ดิน (Patrician)  ส่วนสภาราษฎรประกอบด้วยพลเมืองโรมันทั้งพาทริเชียนและพลีเบียน คือ ชนชั้นสามัญ 

        - ต่อมาพวกพลีเบียนมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นและมีสิทธิในการปกครอง  สามารถแต่งตั้งตำแหน่งทรีบูน (Tribune) ซึ่งมีสิทธิออกเสียงโหวต  ทำให้มีการ
บันทึกกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่า กฎหมายสิบสองโต๊ะ  ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกของโรมันที่เป็นลายลักษณ์อักษร  มีความเสมอภาคทางกฎหมาย  ทำให้การ
ตัดสินคดีมีมาตรฐานเดียวกัน

        - มีการแบ่งแยกอำนาจกัน ทหารเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น จูเลียส ซีซาร์ ดำรงตำแหน่งผู้เผด็จการตลอดชีพ  ส่วนออกัสลัส ซีซาร์ ตั้งตนเป็นจักรพรรดิ  ทำให้การปกครองระบอบสาธารณรัฐสิ้นสุด  การปกครองแบบจักรพรรดิ เรียกว่า " สมัยสันติภาพโรมัน " อันเป็นผลให้ปรับปรุงการปกครอง ปรับปรุงภาษี  ขยายดิน
แดน  สร้างสาธารณูปโภค เช่น สะพาน ถนน ท่อน้ำ ที่จักรพรรดิรวมกันได้มั่นคงเพราะมีกฎหมายควบคุม  ตลอดจนการปลูกฝังวัฒนธรรมและภาษาละติน   ค.ศ.476 
จักรพรรดิโรมันตะวันตกถูกยึดครองโดยพวกอนารยชนเผ่าติวตัน

        - ชาวโรมันเป็นนักปฏิวัติ  นักประยุกต์  เพื่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอย  นับถือเทพเจ้าตามอย่างกรีกแต่เปลี่ยนชื่อ   นำศิลปะมารับใช้มนุษย์แทนการรับใช้พระเจ้า

        - ชาวโรมันคำนึงถึงประโยชน์ในการใช้สอย  ความรับผิดชอบต่อสังคม  ความมีระเบียบวินัย  ความหรูหรา  ความสะดวกสบายและการแสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ของอำนาจรัฐ เช่น วิหารแพนธีออน โคลอสเซียม โรงละคร ที่อาบน้ำสาธารณะ

        - จิตรกรรม  ภาพวาดที่ฝาผนังนครปอมเปอี

        - วรรณกรรม  มหากาพย์เอเนียลของเวอร์จิล

        - กฎหมาย  กฎหมายสิบสองโต๊ะ

       

 

สมัยกลาง

เริ่มตั้งแต่อาณาจักรโรมันล่มสลายในปี ค.ศ.476  ศตวรรษที่ 5-15  เนื่องจากการรุกรานของอนารยชนเผ่าติวตัน  อำนาจทางการเมืองกระจัดกระจาย  ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ผู้คนหันมายึดศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และให้ความหวังกับคนในสังคมว่าจะได้ไปเสวยสุขกับพระเจ้าบนสวรรค์หรือมุ่งหวังชีวิตที่ดีกว่าในโลกหน้า  

        คริสต์ศตวรรษที่ 14  ยุโรปมีความตื่นตัวทางด้านการพานิชย์  และแสวงหาดินแดนในโลกอันนำมาซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคม  ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการ

ประดิษฐ์  มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส  

การค้นพบกระบวนการพิมพ์หนังสือของกูเตนเบอร์กและฟุสท์

        ลักษณะสังคม  เป็นสังคมในลัทธิฟิวดัล  ซึ่งคนในสังคมมีความสัมพันธ์ในฐานะเจ้าของที่ดินและทาสติดที่ดิน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

        1. พระ  เป็นผู้มีบทบาทมาก  เพราะเป็นศูนย์ของความเชื่อ  ความศรัทธาในศาสนาของประชาชน  พระสันตปาปาที่กรุงโรมมีอำนาจสูงสุด  พระที่มีฐานะรองลง
มาก็จะทำหน้าที่ต่างๆ  ตามขอบเขตการปกครอง เช่น สั่งสอนประชาชน เก็บภาษีอากร ฯลฯ
        2. ชนชั้นปกครอง  ได้แก่  กษัตริย์  ขุนนาง  และอัศวิน  ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน  มีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย
        3. สามัญชน  ได้แก่  ชาวนาและทาสติดที่ดิน  ที่ต้องทำงานหนักหาเลี้ยงชีพภายใต้อำนาจสิทธิ์ขาดและการคุ้มครองจากเจ้าของที่ดิน  ไม่ค่อยมีการปรับปรุงที่ดินเพื่อการเกษตร  ผลผลิตไม่พอเพียงกับความต้องการของชุมชน

วรรณกรรม